เป้าหมายที่ 8:
งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายที่ 11:
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน

แนวทางการจัดการและแนวปฏิบัติ

การบริหารจัดการความเสี่ยงช่วยให้บริษัทรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สามารถเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา

บริษัทจึงกำหนดนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงและกำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management : ERM) ตามมาตรฐานสากลเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจของบริษัท และให้พนักงานทุกระดับมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงประจำปีและคู่มือบริหารความเสี่ยงเพื่อให้กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงถูกดำเนินอย่างเป็นระบบสอดคล้องต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเท่าทันต่อแนวโน้มของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสีย

ผู้ถือหุ้น
คู่ค้าหรือผู้รับเหมา
พนักงาน
เจ้าหนี้
หน่วยงานกำกับการดูแลและภาครัฐ

บริษัทตระหนักถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดจากปัจจัยภายในและภายนอกบริษัท รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ล้วนแล้วอาจส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเกิดความล่าช้าหรือการหยุดชะงัก และส่งผลเสียต่อความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสีย การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจอันมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน และการร่วมงานของผู้ถือหุ้น คู่ค้าหรือผู้รับเหมา พนักงาน เจ้าหนี้ และหน่วยงานกำกับดูแลและภาครัฐว่าความเสี่ยงจะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมผ่านกระบวนการวางแผน กำหนดกลยุทธ์ การติดตามและควบคุม เพื่อช่วยบรรเทาและป้องกันผลกระทบด้านลบ ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความคาดหวังของผู้ใช้บริการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

บริษัทมุ่งมั่นจัดการบริหารความเสี่ยงและวิกฤตการณ์อย่างรอบด้านควบคู่ไปกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคำนึงถึงสิทธิและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานและเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีระบบ ทบทวนความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ กำหนดนโยบายและมาตรการการเฝ้าระวังต่าง ๆ รวมถึงแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่จากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เพื่อพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี และการบริการให้ตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียมากยิ่งขึ้น ตลอดจนให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการชี้บ่งประเด็นความเสี่ยงเพื่อที่บริษัทจะสามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มมูลค่า และผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทในระยะยาวอย่างยั่งยืน

เป้าหมายและดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน

การบูรณาการเกณฑ์ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการประเมินความเสี่ยงองค์กรอย่างต่อเนื่อง
การอบรมเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงให้กับผู้บริหารและพนักงาน จำนวน
114
คน

นโยบายและแนวปฏิบัติ

การบริหารจัดการความเสี่ยงช่วยให้บริษัทรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนสามารถเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา บริษัทจึงกำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงและกำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ตามมาตรฐาน COSO ให้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจของบริษัทและให้พนักงานทุกระดับมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงประจำปีและคู่มือบริหารความเสี่ยงเพื่อให้กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงถูกดำเนินการอย่างเป็นระบบ สอดคล้องต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเท่าทันต่อแนวโน้มของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับ โดยคณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระแยกออกจากส่วนงานบริหาร เป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาอนุมัตินโยบายและกรอบบริหารความเสี่ยงองค์กร นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ฝ่ายบริหาร ได้แก่ งานกฎหมายและกำกับดูแล สำนักตรวจสอบภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ดำเนินงานตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กรโดยรวม ประเมิน ติดตาม ทบทวนความเสี่ยง และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบสูงสุดในระดับปฏิบัติการต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร และผู้รับผิดชอบสูงสุดในระดับปฏิบัติการต่อการตรวจสอบภายในองค์กร ได้แก่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ งานกฎหมายและกำกับดูแล และผู้อำนวยการ สำนักตรวจสอบภายใน ตามลำดับ โดยบริษัทมีการรายงานความเสี่ยงขององค์กรต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ/หรือคณะกรรมการบริษัททุกไตรมาส

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมีการพิจารณาปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ บริษัทดำเนินการเตรียมความพร้อมในการบูรณาการความเสี่ยงและโอกาสทางสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงหลักขององค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงิน IFRS S2 (ข้อมูลความยั่งยืนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และ IFRS S1 (ข้อมูลความยั่งยืนในภาพรวม) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศให้มีการบังคับใช้กับบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม SET 50 เป็นกลุ่มแรก สำหรับผลการดำเนินงานปี 2570 (กำหนดรายงานผลในปี 2571) เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตาม ISSB Standards


กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร

เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ บริษัทจึงกำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร ดังต่อไปนี้

1. การกำหนดบริบท
ระบุภาพรวมของบริษัท สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก กระบวนการหลักและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ รวมถึงนโยบายและแผนการปฏิบัติงานในอนาคต
2. การประเมินความเสี่ยง
ประกอบด้วย การชี้บ่งความเสี่ยง (Risk Identification) และการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Risk Prioritization) โดยใช้แผนที่ความเสี่ยงจำแนกออกเป็นความเสี่ยง 4 ระดับได้แก่ สูงมาก สูง ปานกลาง และต่ำ
3. การจัดการความเสี่ยง
กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงและดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Risk Indicator: KRI) เพื่อลดความเสี่ยงให้ระดับความเสี่ยงที่คงเหลืออยู่ (Residual Risk) อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Risk Appetite)
4. การสื่อสารและการปรึกษา
หารือร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริบทและความเสี่ยง
5. การเฝ้าติดตามและการทบทวน
ติดตามการปฏิบัติงานตามมาตรการจัดการความเสี่ยงที่ได้กำหนดไว้ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีการทบทวนความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี

กรอบกระบวนการบริหารความเสี่ยง

กรอบกระบวนการบริหารความเสี่ยง

ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และการประกอบธุรกิจ
  • ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจภายใต้สัญญาสัมปทานกับหน่วยงานภาครัฐ
  • ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
    • ความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
    • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมในทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
    • ความเสี่ยงจากกรณีพิพาทกับชุมชน
    • ความเสี่ยงด้านการคอร์รัปชันและการตัดสินบน
  • ความเสี่ยงจากอุบัติภัยร้ายแรง เหตุการณ์ความไม่สงบ หรือภัยธรรมชาติ
  • ความเสี่ยงน้ำท่วมจากการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ
ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการและการปฏิบัติงาน
  • ความเสี่ยงด้านคุณภาพของพนักงาน และอัตรากำลังพนักงานไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของธุรกิจ
  • ความเสี่ยงจากการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเป็นผู้รับเหมาหลักในการจัดหาและบำรุงรักษาอุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้า
  • ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพความปลอดภัยของโครงสร้าง
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • ความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
  • ความเสี่ยงจากการเกิดโรคระบาดร้ายแรงในระบบรถไฟฟ้า
  • ความเสี่ยงจากเทคโนโลยี
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ
  • ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย / สัญญาสัมปทาน
  • ความเสี่ยงจากการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความเสี่ยงด้านการเงิน
  • ความเสี่ยงเกี่ยวกับรายได้ไม่เป็นไปตามประมาณการ
  • ความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์
  • ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับตามที่คาดหวัง
  • ความเสี่ยงจากความสามารถในการจ่ายเงินปันผลไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง

บริษัทดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยมีการประเมินความเสี่ยงโดยรวมในปี 2568 เป็นไปตามตารางด้านล่าง

แผนผังความเสี่ยงปี 2568

แผนผังความเสี่ยง

จากผลการประเมินความเสี่ยงโดยรวมในปี 2568 บริษัทมีการจัดการความเสี่ยงโดยกำหนดมาตรการรองรับความเสี่ยง ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตามตัวอย่าง ดังนี้

ตารางการบริหารความเสี่ยง

ผลกระทบต่อธุรกิจ

ส่งผลกระทบต่อการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระเงินตามข้อผูกพันที่มีต่อธนาคารผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้

มาตรการรองรับความเสี่ยง

  • จัดตั้งหน่วยงานในการติดตามดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม
  • มีการพัฒนาและขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้
  • มีการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

รายได้ที่เกิดขึ้นจริง เปรียบเทียบกับที่ประมาณการ (น้อยกว่าได้ไม่เกิน 10%)

ผลกระทบต่อธุรกิจ

  • ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการและสิ้นเปลืองทรัพยากรในการแก้ไข
  • ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในกรณีเป็นเหตุจากข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลและถูกนำไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล

มาตรการรองรับความเสี่ยง

  • บริษัทจัดทำระบบสารสนเทศตามกรอบมาตรฐาน ISO/IEC 27001: 2013
  • จัดทำแผนฉุกเฉินและอบรมบุคลากร

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

  • จำนวนครั้งที่ระบบสารสนเทศถูกโจมตี และมีผลกระทบกับการให้บริการ (0 ครั้ง)
  • จำนวนครั้งที่ข้อมูลรั่วไหล และเกิดการฟ้องร้อง หรือบ่งชี้จากหน่วยงานกำกับดูแล (0 ครั้ง)

ผลกระทบต่อธุรกิจ

  • ส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กร
  • การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนของพนักงานอาจไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือส่งผลต่อผู้มีส่วนได้เสีย

มาตรการรองรับความเสี่ยง

  • จัดทำระเบียบปฏิบัติงานด้านกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชน
  • สื่อสารและสร้างความเข้าใจกับพนักงาน และผู้เกี่ยวข้องทุกคนให้ได้รับทราบและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

จำนวนครั้งที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน (0 ครั้ง)


ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

บริษัทเฝ้าระวังและติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและพัฒนาแนวทางป้องกันเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระบบอัตโนมัติและ Generative AI (GenAI) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง อาทิ ความไม่เป็นธรรมของอัลกอริธึม (Algorithmic Bias) ความคลาดเคลื่อนหรือความไม่โปร่งใสในการตัดสินใจของระบบอัตโนมัติ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากการทำงานของระบบ AI รวมถึงการถูกนำเทคโนโลยีไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องของข้อมูล ความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และภาพลักษณ์ขององค์กร

ผลกระทบต่อธุรกิจ

  • ความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล หรือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจกระทบต่อความลับ ความถูกต้อง และความพร้อมใช้งานของข้อมูลและระบบสำคัญขององค์กร
  • บริษัทอาจได้รับบทลงโทษ ความรับผิดทางกฎหมาย หรือเกิดข้อพิพาทกับผู้มีส่วนได้เสียหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีหรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

มาตรการรองรับความเสี่ยง

  • กำหนดกรอบการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานสากล
  • ยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการป้องกันการตรวจจับ และการตอบสนองต่อภัยคุกคาม รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและทดสอบความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ
  • เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักแก่บุคลากรในการใช้เทคโนโลยีและ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับการอบรมด้านความมั่นคง ความปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

  • จำนวนครั้งที่ระบบเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ มีผลกระทบต่อการให้บริการ (0 ครั้ง)
  • จำนวนครั้งที่ข้อมูลรั่วไหล และเกิดการฟ้องร้อง หรือบ่งชี้จากหน่วยงานกำกับดูแล (0 ครั้ง)

เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติขึ้นได้ และยังส่งผลต่อระดับน้ำทะเลให้มีการเพิ่มสูงขึ้นตลอดมา โดยมีการคาดการณ์ ปี 2593 (ค.ศ. 2050) อาจเกิดภาวะน้ำท่วมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ลุ่มอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของหน่วยงานหรือบริษัทเอกชนต่าง ๆ ในการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ โดยอาจมีการระงับการปฏิบัติงานหรือให้มีการทำงานที่บ้าน

ผลกระทบต่อธุรกิจ

  • การควบคุมประสิทธิภาพ ความสะดวก และความปลอดภัยในการให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้าเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก ความยากลำบากของระบบขนส่ง (logistics) เพื่อส่งสินค้า/บริการหรืออะไหล่ที่สำคัญในการซ่อมบำรุง หรือขาดแคลนบุคลากรเป็นการชั่วคราว เนื่องจากพนักงานและผู้รับเหมามีอุปสรรคในการเดินทางเข้าพื้นที่ปฏิบัติงาน
  • รายได้บริษัทลดลงจากปริมาณผู้ใช้ทาง/ผู้โดยสารมีจำนวนลดลง
  • ต้นทุนในการบริหารจัดการเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรักษาประสิทธิภาพการให้บริการ การอำนวยความสะดวก และการรักษาความปลอดภัยในการให้บริการ
  • ต้นทุนในการให้บริการและการซ่อมบำรุงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการปรับราคาสินค้า และบริการ ราคาค่าขนส่งที่สูงขึ้นและคู่ค้าเดิมปิดหรือระงับการดำเนินธุรกิจชั่วคราว บริษัทต้องสรรหาคู่ค้าและสินค้าทดแทน
  • ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มสูง จากการต้องดำเนินการตามมาตรการจัดการ ข้อกำหนด กฎหมาย ข้อบังคับของภาครัฐ และมาตรการที่บริษัทกำหนดขึ้นเพิ่มเติมเพื่อบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และรับมือภัยน้ำท่วม

มาตรการรองรับความเสี่ยง

  • พัฒนากระบวนการให้บริการระบบและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ สะดวก ปลอดภัยในทุกสภาวการณ์
  • พัฒนาระบบการจัดการ logistics ของบริษัทและการเข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีน้ำท่วม
  • พัฒนากระบวนการและทางเลือกในการบริหารจัดการสินค้า คลังอะไหล่ เพื่อสนับสนุนงานซ่อมบำรุง
  • สำหรับโครงการคมนาคมขนส่งใหม่ ๆ ที่บริษัทได้รับสัญญาสัมปทาน กำหนดให้ออกแบบ โครงสร้าง ระบบอุปกรณ์ป้องกันและปกป้องพื้นที่ให้บริการให้มีความปลอดภัยครอบคลุมทุกสภาวการณ์ เช่น ออกแบบโครงสร้างทางเข้า-ออก ให้มีความสูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมในอดีต และประตูทางเข้า-ออก พื้นที่สถานีใต้ดิน ให้มีการติดตั้งแผงป้องกันน้ำท่วม (Flood Board or Stop log) และประตูป้องกันน้ำท่วม (Flood Door) เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าพื้นที่ให้บริการ ซึ่งโครงการที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง มีการออกแบบก่อสร้าง และติดตั้งระบบดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว
  • พัฒนาระบบ อุปกรณ์และกระบวนการให้บริการตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องตามข้อกำหนด กฎหมายของภาครัฐ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

ระดับการแจ้งเตือนน้ำท่วม (ระดับการเฝ้าระวังน้ำท่วม)

บริษัทต้องปฏิบัติหน้าที่ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและจะมีขึ้นในอนาคต เช่น การตรวจวัดและจัดส่งรายงานข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการปล่อย กักเก็บ และดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเก็บรักษา

ผลกระทบต่อธุรกิจ

  • บริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มเติมหรือปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานใหม่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • บริษัทอาจได้รับโทษตามกฎหมายกรณีที่บริษัทไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำหนด

มาตรการรองรับความเสี่ยง

  • ติดตามความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นในอนาคต รวมถึงสรุปสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวและสื่อสารไปยังหน่วยงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ โดยตรง

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

จำนวนครั้งของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (0 ครั้ง)


การจัดการภาวะวิกฤติและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

บริษัทมีระบบบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงจัดทำระเบียบปฏิบัติงานเรื่องกระบวนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยมีการกำหนดช่วงเวลาหยุดชะงักที่ยอมรับได้สูงสุด (Maximum Tolerable Period of Disruption: MTPD) และเป้าหมายระยะเวลาที่ยอมรับได้ในการกลับมาให้บริการเดินรถได้เต็มรูปแบบ (Recovery Time Objective: RTO) รวมถึงแผนการฝึกซ้อมจัดการเหตุการณ์ตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การฝึกซ้อมแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินกรณีระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติหยุดชะงัก เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทมีการทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทสามารถตอบสนองและควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที และมีการสื่อสารแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและแนวทางการปฏิบัติที่ดีผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดประกวดการตอบคำถาม และประกวดการแสดงออกตามบทบาทของพนักงานในระหว่างฝึกซ้อมตามแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เป็นต้น

กระบวนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

กระบวนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ